แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

การได้ยินและการฟังของเด็ก





การได้ยินและการฟังของเด็กทารก
แม้ทารกส่วนใหญ่จะเริ่มพูดตอนอายุใกล้ๆขวบ แต่ทักษะด้านภาษาของเขาได้พัฒนามาก่อนหน้านั้นแล้ว จากคำพูดและเสียงต่างๆรอบตัวที่ได้ยิน พัฒนาการด้านการได้ยินของลูกวัยทารกมีลักษณะคือ ทารกจำเสียงแม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด ทารกแรกเกิดจะบอกได้ว่า เสียงไหนเป็นเสียงแม่หรือเสียงของผู้หญิงคนอื่นๆ และจะเชื่อมโยงได้ รวดเร็วจนรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้ยินเสียงคุณแม่ ทารกคิดถึงเสียงที่ได้ยินตอนอยู่ในมดลูก
เด็กวัยทารกจำนวนมากชื่นชอบเสียงหึ่งๆที่ฟังคล้ายเสียงเครื่องอบผ้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดว่าความชอบนี้อาจมีส่วนเกี่ยวโยงกับความทรงจำตลอด 9 เดือนที่ทารกอยู่ในครรภ์ เพราะคุ้นกับเสียงหัวใจแม่เต้นและเสียงการไหลเวียนของกระสเลือด
ทารกเริ่มเรียนรู้ว่าเสียงมีความหมายบางอย่าง
ส่วนใหญ่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเสียงต่างๆในทำนองเดียวกัน ตั้งแต่ตัวยังเล็กมากๆ เช่นเพลงกล่อมเด็ก และเสียงหึ่งๆ ทำให้เคลิบเคลิ้ม เสียงดังๆทำให้ตกใจ และจังหวะเพลงแจ๊สทำให้รู้สึกกระฉะบกระเฉงทารกมีเสียงดนตรีในหัวใจปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเสียงดนตรีของเด็กทารกจะพัฒนาและงอกงามตามวัย ดอกเตอร์ เบคกี้ สปริทซ์ คุณแม่ลูกสองละนักจิตวิทยาเด็กจากโรดไอส์แลนด์บอกว่า“พวกของเล่นที่มีเพลงโมสาร์ทจะขายดีมาก เลยค่ะ เพราะทารกชอบเสียงเพลงนุ่มๆ สบายหู มีจังหวะพักเป็นระยะๆ แบบนี้มาก”(แต่เพลงคลาสสิกก็ไม่ได้มีผลให้ทารกฉลาดขึ้น เขาแค่ชอบฟังเท่านั้นเอง)พออายุครบ 1 ขวบ เขาจะชอบฟังเพลงเด็กทั่วๆไปด้วยและแม้เพลงแบบนี้จะฟังคล้ายกันไปหมด เขาก็ยังแยกแยะได้ว่าเป็นคนละเพลง ไม่ใช่เปิดเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายๆครั้ง
ทารกรู้สึกแปลกหูเมื่อได้ยินภาษาต่างประเทศ
เด็กวัยนี้เขายังอาจยังไม่เข้าใจชัดว่าแม่พูดอะไรด้วย แต่เขาจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเมื่อใครพูดภาษาอื่นให้ได้ยิน ความสามารถในการแยกแยะเสียงที่คุ้นกับไม่คุ้นหูนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้การประมวลความหมายและเข้าใจภาษาพูดได้ในที่สุด 
ที่มา  http://www.pattanakan.com/index.php?option=com_content&view=article&id=62:

ลูกร้องไห้จนตัวเขียวปากเขียว


อาการเด็กร้องไห้จนปากเขียวตัวเขียวสามารถพบได้ในเด็กอายุ 2 เดือน ถึง 4 ขวบยิ่งในเด็กอายุน้อย พ่อแม่พึงต้องสังเกตให้ดีๆ เพราะเด็กที่ร้องไห้นั้น มีหลายๆปัจจัยจนทำให้เด็กเกิดอาการ  ปากเขียวตัวเขียว สาเหตุที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ เด็กบางคนเป็นเด็กขี้ตกใจในเรื่องบางเรื่อง ง่าย เวลาตกใจอะไร ก็จะร้องแล้วในขณะร้องนั้นไม่หายใจเข้า หรือ เราเรียก อาการเหล่านี้ว่า  “การร้องกลั้น” ทำให้เด็กขาด ออกซิเจน ใน ช่วงเวลาร้องกลั้น แต่คุณแม่ก็ต้องตกใจนะคะ เพราะร่างกายของเด็กสามารถปรับเปลี่ยนการร้องเองเมื่อร่างกายขาด  ออกซิเจน  แต่ในบางรายนั้น อาจร้องจน ตัวเขียว ปากเขียว จน ชีพจรเต้นอ่อนไปเลย ทำให้เด็กเกิดอาการอ่อนแรง ตัวซีดหรือเขียว แต่เมื่อร่างกาย เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติตัวก็จะหายเขียวเอง  สิ่งที่คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ในเบื้องต้นคือ  เมื่อลูกเกิดอาการตกใจ หรือร้องไห้ ในขณะที่ลูกกำลังอ้าปากค้าง หรือ ชาร์ตลากเสียงยาว เราต้องทำให้เด็กรีบหายใจโดยเร็วที่สุดคะ แต่อย่าทำให้แกตกใจ เช่น โอบกอด เค้า เอามือลูบหลังเบาๆ และเรียกชื่อของลูกเรา ให้เค้ารู้สึกอบอุ่น ซักพัก เด็กก็จะหยุดลากเสียงยาวเองคะอย่างไรก็ตามสาเหตุของเด็กร้องไห้จนตัวเขียวยังมีปัจจัยทางด้านร่างกายอีกกล่าวคือ เด็กมีความผิดปกติของหัวใจ อย่างไรก็ตามเด็กที่คลอดตามสถานพยาบาลทั่วไปแล้วแพทย์จะเช็คเด็กอยู่แล้วว่าเด็กมีภาวะหัวใจผิดปกติหรือเปล่า ปกติแล้วแพทย์จะแจ้งให้คุณแม่ทราบหลังคลอดเลย ว่า มีความผิดปกติ  ทางหัวใจ ลำไส้ หรือส่วนอื่นของร่างกาย  อย่างไรก็ตาม อาการผิดปกติของหัวใจ ยังเป็นส่วนน้อยของ อาการ เด็กร้องกลั้นอยู่
การดูแลเด็กที่มีลักษณะอาการร้องกลั้น
เรียนรู้โลกกว้าง  การที่คุณแม่พาเด็กออกไปเที่ยวข้างนอกบ้านบ้าง ได้เจออะไรในสิ่งแปลกใหม่ จากสถานที่ ที่คุณแม่พาไป สามารถทำให้เด็ก คุ้นเคย ต่อสิ่งที่ได้พบ  และเป็นคนที่ไม่ตกใจง่ายต่อสิ่งรอบข้างไม่ควรยั่วยุ    บางครั้งอาจจะทำให้เด็กไม่พอใจในเรื่องบางเรื่องก็อาจทำให้เด็กร้องกลั้นได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเวลาเราเล่นอะไรกับเขาต้องระวังข้อนี้ด้วยถ้าเด็กไม่ชอบก็อย่าฝืนเพราะอาจเกิดภาวะเสี่ยงได้ค่ะ
ชื่นชม   เมื่อลูกของท่านทำอะไรก็ตาม พยายามชื่นชมเขา เพราะจะทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น  เอาใจบ้างในบางเวลา   บางครั้งเราก็ต้องเอาใจเด็กบ้างในเรื่องบางเรื่อง แต่ก็ไม่ควรตามใจจนเสียเด็ก เรื่องไหนที่เราตามใจเขาไม่ได้เราก็ควรพยายามอธิบายเขาให้เขาเข้าใจ
ที่มา  http://www.pattanakan.com/index.php?option=com_content&view=article&id=71

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

โรคอ้วนในเด็ก


ในปัจจุบัน ภาวะโภชนาการเกินเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับทุกภูมิภาค ทุกเพศ ทุกวัย จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการในประเทศไทยของกรมอนามัย สถิติปีพ.ศ.2529 พบอุบัติการณ์โรคอ้วนในประชากรทั่วประเทศ 14.3% และในปีพ.ศ. 2538 พบมากขึ้นเป็น 29.9%



ในระดับอนุบาลนั้น จากโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2542 พบอุบัติการณ์โรคอ้วน 13.6% ในปี 2547 จากการสำรวจข้อมูลโรงเรียนอนุบาล 29 โรง พบเด็กนักเรียนในเกณฑ์ท้วมและอ้วนถึง 32.4% ครูเกศจึงขอนำข้อมูลจากป้าหมอสุนทรีโรงพยาบาลเด็ก และข้อมูลจากการอบรม “การเฝ้าระวังโรคอ้วนในเด็กอนุบาล” กระทรวงสาธารณสุข มาถ่ายทอดให้ผู้ปกครองได้รับทราบกัน

โรคอ้วนไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถดูแลแก้ไขได้โดยคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยายหรือผู้ดูแลเด็ก ครูเกศและป้าหมอหวังว่า ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคอ้วนและการดูแลน้ำหนักของเด็ก ๆ จะทำให้คุณพ่อ คุณแม่ เข้าใจและช่วยระวังสุขภาพและโภชนาการของเด็ก ๆ มากขึ้น

ภาวะโรคอ้วนมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ อ้วนธรรมดา และอ้วนจากโรค ( กลุ่มอาการที่เกิดจากต่อมไร้ท่อ ) ในจำนวนเด็ก ๆ ที่เป็นโรคอ้วนร้อยละ 95 จะจัดอยูในประเภทอ้วนแบบธรรมดา ซึ่งเกิดจากกินเกินพอดี ทานอาหารที่มีรสหวาน มีไขมันสูง ออกกำลังกายไม่เพียงพอ เช่น ชอบนอนดูทีวี เล่นเกม ไม่ยอมขยับตัว สิ่งแวดล้อมเป็นใจ เช่น ถูกทอดทิ้ง อารมณ์บูด มีขนมเต็มบ้าน บางรายที่คุณพ่อ คุณแม่อ้วน อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ( 30-80 % ) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 5 เป็นภาวะความอ้วนที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องดูแล แก้ไขและควบคุมโดยแพทย์

เด็ก ๆ ที่จัดอยู่ในภาวะอ้วนแบบธรรมดา เราอาจมองจากภายนอกว่าเด็ก ๆ น่ารักจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ภายใต้ความน่ารักนั้นมีอาการบางอย่างที่แฝงอยู่ซึ่งเราอาจไม่สามารถสังเกตได้หรือเด็ก ๆ ไม่สามารถอธิบายให้เราทราบได้ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง หายใจลำบาก ปวดข้อ ผิวหนังอักเสบหรือหยาบดำขึ้น ถ้าเด็ก ๆ มีภาวะน้ำหนักเกินอยู่เป็นเวลานาน คุณพ่อ คุณแม่ จำต้องระวัง เรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวานและโรคหัวใจด้วยเช่นกันค่ะ

ดังนั้น ก่อนที่เด็ก ๆ จะเป็นโรคอ้วน เรามาช่วยกันสน้างสุขนิสัยที่ดีในการเฝ้าระวังโรคอ้วนในเด็กวัยอนุบาลกันดีกว่าค่ะ เทคนิคการสร้างสุขนิสัยการกินที่ดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์กับเด็ก ๆ ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และเด็ก ๆ ที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ด้วยค่ะ
  1. ให้เด็กๆ ทานอาหารให้เป็นเวลา หากเด็กไม่ทานอาหารมื้อใดไม่ควรให้ทานเสริม ไม่ทานจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร งดการทานน้ำหวานก่อนมื้ออาหาร
  2. จำกัดเวลาอาหาร (ประมาณ 30 นาที) ไม่ควรตั้งอาหารไว้บนโต๊ะตลอดเวลา
  3. คุณพ่อ คุณแม่และคุณครูควรตระหนักว่ามนุษย์มีสัญชาติญาณในการทานอาหารเมื่อหิว หากคุณพ่อ คุณแม่ เข้าใจกฎธรรมชาตินี้ จะลดความกังวลเมื่อเด็กไม่ยอมทานอาหาร และหลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กทานด้วยการป้อนแบบยัดเยียดเพราะจะทำให้เด็ก ๆ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการทานอาหาร ควรฝึกให้เด็กทานด้วยตัวเอง
  4. เด็กอนุบาลบางครั้งยังกลัวอาหารที่ไม่คุ้นเคย อาจไม่กล้าลองของใหม่ๆ โดยเฉพาะผัก คุณพ่อ คุณแม่ควรอธิบายให้เด็กทราบ ให้กำลังใจ ให้เด็กลองไม่ควรบังคับข่มขู่ ต้องยอมรับความคิดเห็นและการตัดสินใจของเขา
  5. คุณพ่อ คุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับประทานอาหารที่หลากหลาย เนื่องจากเด็กมักเลียนแบบพ่อแม่ในทุกๆ เรื่อง คุณพ่อ คุณแม่อย่าลืมนะคะว่าลูก ๆ เราแสนฉลาด แม้คุณพ่อ คุณแม่จะแอบเขี่ยผักออกจากจานเวลาที่ลูกเผลอ แต่เด็ก ๆ ก็มีสัญชาตญาณในการรับรู้แบบที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว
  6. สร้างมารยาทในการทานอาหาร บอกให้เด็กทราบมารยาทบนโต๊ะอาหาร ไม่เล่นขณะทานอาหาร หากเด็กควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมไม่เป็นที่ยอมรับ ต้องแยกเด็กออกไปชั่วคราว โดยไม่อนุญาติให้เด็กถืออาหารติดมือไปทานที่อื่น ต้องให้เด็กเรียนรู้ความหิวและรอทานในมื้อถัดไป ไม่ให้อาหารเสริมพิเศษ
  7. สร้างวุฒิภาวะที่เหมาะสม ส่วนใหญ่เด็กมักเรียนรู้การทานอาหารเกือบทุกชนิดได้ เพียงแต่ใช้เวลาเริ่มเร็วต่างกัน พ่อแม่ต้องพยายามจัดอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กคุ้นเคย และทดลอง
นอกจากอาหารแล้ว เด็ก ๆ ในวัยนี้ยังต้องการสารอาหารจากนมค่อนข้างมาก นมที่เด็ก ๆ ดื่มจึงมีส่วนในโรคอ้วนที่เกิดขึ้นกับเด็ก ในการเลือกผลิตภัณฑ์นม คุณพ่อ คุณแม่ควรดูที่ส่วนประกอบข้างกล่องหรือกระป๋องว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง คิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันเกลือและ น้ำตาล ปริมาณมาก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดอ้วนได้ การเลือกผลิตภัณฑ์นม ควรดูที่ฉลากข้างกล่องว่า มีแคลเชี่ยมปริมาณเท่าใด บางชนิดในกล่องมีแคลเชี่ยม 25 % บางชนิดมี 35 % นมที่มีประโยชน์ ควรมีแคลเซียม 30 %หรือมากกว่า และควรเลือกนมจืดให้เด็กรับประทาน แทนนมหวาน นมชอคโกแลตหรือสตรอเบอรรี่ ส่วนนมเปรี้ยวแม้จะมีรสชาดอร่อย แต่มีคุณค่าน้อยกว่านมธรรมดา นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ กระทรวงสาธารณสุขอาจประกาศให้นมเปรี้ยวเป็นนมที่สตรีมีครรภ์และเด็กควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ เราคงจะต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

ในการระวังปริมาณน้ำตาลในนมหรืออาหารของเด็กนั้น สำหรับเด็กวัยอนุบาลเด็ก ๆ ควรได้รับน้ำตาลจากอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เพียง 4 ช้อนชาต่อวัน คุณแม่สามารถหาปริมาณน้ำตาลจากนมที่เด็ก ๆ ดื่มได้ โดยคำนวณจากปริมาณน้ำตาลที่ระบุข้างกล่อง (น้ำตาล 4 กรัมเท่ากับ 1 ช้อนชา) คุณพ่อ คุณแม่ลองเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายต้องการกับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้นะคะ


  • น้ำอัดลม 1 ขวด มีน้ำตาล 7 ช้อนชา




  • ขนมเค้ก 1 ชิ้น มีน้ำตาล 6 ช้อนชา




  • ขนมหม้อแกง 1 ชิ้น มีน้ำตาล 5 ช้อนชา




  • นมหวาน 1 กล่อง มีน้ำตาล 4 ช้อนชา




  • ลูกอม 1 เม็ด มีน้ำตาล 1 ช้อนชา
    แน่นอนค่ะ อาหารเหล่านี้เป็นอาหารซึ่งเด็ก ๆ ที่มีน้ำหนักเกินควรหลีกเลี่ยง

    ดังนั้น คุณครูหวังว่า คุณพ่อ คุณแม่จะช่วยกันเลือกอาหารการกินที่มีประโยชน์แก่เด็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ มีสุขภาพที่ดีและรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานค่ะ ท้ายนี้ขอฝากไว้อีกครั้งนะคะว่า น้ำหนักเกินไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถดูแล แก้ไขได้หากมีวินัย เมื่อลูก ๆ ของเรามีวินัยในการกิน การเลือกทานอาหาร ลูก ๆ จะมีสุขภาพกายและจิตที่ดี มีความพร้อมในการเรียนรู้และมีความสุขด้วยค่ะ

  • ที่มาhttp://www.preschool.or.th/article_kindergarten/journal_fat.html


    ขนมไม่ใช่รางวัลสำหรับลูก


           หลายครอบครัวมักให้อาหารหรือขนมเป็นของรางวัลเพื่อให้กำลังใจเมื่อลูกทำอะไรบางอย่างสำเร็จ เช่น ถ้าทานข้าวหมดจานจะให้ไอศครีมหนึ่งถ้วย หรือ ถ้าทานผักหมดถ้วย จะได้ช็อกโกแลตหนึ่งแท่ง พฤติกรรมแบบนี้ไม่เหมาะและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาว หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรพยายามฝึกให้ลูกทานอาหารให้หมด หรือทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำเสนอเมนูต่างๆ ที่น่าสนใจมากขึ้น โดยคงคุณค่าสารอาหารเท่าเดิม และถ้าหากลูกปฎิเสธที่จะทานอาหาร พยายามอย่าให้รางวัลเป็นขนมที่ลูกชอบ ให้เปลี่ยนมาเป็นเล่นเกม หรือไปเที่ยวนอกบ้านแทน

           นักวิจัยเวลส์เชื่อเด็กที่กินขนมหวานเป็นประจำโตขึ้นมีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรง เดลิเมล์ - นักวิจัยเวลส์พบเด็กที่กินขนมหวานและช็อกโกแลตทุกวัน มีแนวโน้มโตขึ้นเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง งานศึกษาของมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ เวลส์ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 17,500 คน และถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาเกี่ยวกับโภชนาการในวัยเด็กที่มีผลต่อความรุนแรงในวัยผู้ใหญ่ นักวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่กินขนมหวานทุกวันเมื่ออายุ 10 ขวบ มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะถูกลงโทษทางกฎหมายกรณีการใช้ความรุนแรงเมื่ออายุ 34 ปี โดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้เรียนรู้ในการรอที่จะได้รับสิ่งที่ต้องการ ทว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องเยาวชนแย้งว่า เด็กที่ "มีปัญหา" อยู่แล้วอาจได้กินขนมหวานมากกว่าปกติ ไม่ใช่ขนมทำให้เด็กมีพฤติกรรมนิยมความรุนแรง
              นักวิจัยคาร์ดิฟฟ์พบว่า 69% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเมื่ออายุ 34 ปี กินขนมหวานและช็อกโกแลตเกือบทุกวันตอนเป็นเด็ก เทียบกับ 42% ที่ไม่นิยมการใช้กำลัง ความเชื่อมโยงระหว่างการกินขนมหวานกับความก้าวร้าวเมื่อโตขึ้นยังคงอยู่แม้หลังจากตัดปัจจัยสำคัญอื่นๆ เช่น พฤติกรรมของพ่อแม่ สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ตอนเป็นเด็ก และการเรียนไม่จบเมื่ออายุ 16 ปี และมีรถขับหรือไม่เมื่ออายุ 34 ปีออกไปก็ตาม "การให้ความสนใจกับการปรับปรุงโภชนาการเด็กอาจดีทั้งต่อสุขภาพและลดความก้าวร้าวได้" ดร.ไซมอน มัวร์ ผู้นำการวิจัย กล่าว ในวารสารบริติช เจอร์นัล ออฟ ไซเคียทรีนักวิจัยนำเสนอคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของสองสิ่งนี้ที่รวมถึงแนวคิดที่ว่าขนมหวานทำให้ผู้ใหญ่ติดสารเติมแต่งบางอย่าง
     
    ที่มา   http://www.dumex.co.th/young_children/Practical_info_and_advice/article/baby_snack
                 http://news.nipa.co.th/news.action?newsid=161390

    วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

    สอนลูกรักให้รู้จักรักการอ่าน

    แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะคิดว่าการอ่านหนังสือต่างๆ ให้ลูกฟังนั้นเป็นกิจกรรมที่ สำคัญที่สุดในการสอนลูกให้รู้จักอ่านหนังสือ แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากที่ สามารถช่วยให้ลูกของคุณ "เตรียมพร้อม" ที่จะอ่านหนังสือได้ และยิ่งถ้าคุณได้ปูพื้น ฐานในการอ่านให้ลูกเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ ลูกไม่เพียงแต่จะอ่านหนังสือได้เท่านั้น ลูกยังจะรักการอ่านและกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสืออีกด้วย
    การเรียนรู้ภาษา
    การที่ลูกเรียนรู้การอ่านนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาษา เปรียบเหมือนกับ นักเทนนิสที่โยกตัวไปข้างหน้าเพื่อรับลูกเทนนิสจากฝ่ายตรงข้าม นักเทนนิสต้อง เรียนรู้ที่จะจับสายตาดูลูกบอลแล้วกะจังหวะให้พอดี จากนั้นจึงก้าวเท้าเงื้อไม้เทนนิส เพื่อตีลูกให้ถูกแล้วส่งกลับไปให้ฝ่ายตรงข้าม ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์เดียวแต่ใช้ การกระทำถึง 3 ขั้นตอนด้วยกัน เช่นเดียวกับการเรียนรู้ภาษานั่นเอง เมื่อเราจะ ใช้ภาษา เราจะพูดออกไปดังๆ เราอ่านคำๆ นั้นบนกระดาษ และเราก็เขียนตัวหนังสือ นั่นคือ พูด - อ่าน - เขียน นั่นเอง
    ฉะนั้น กิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริม หรือกระตุ้นให้ลูกทำก็คือ:

  • พูด

  • อ่าน

  • เขียน

  • และ ฟัง
    กิจกรรมเหล่านี้ คุณแม่ควรเริ่มสอนลูกไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่ลูกจะ อ่านหนังสือได้เองจริงๆ และก็จะต้องทำติดต่อกันไปหลังจากนั้นด้วย จนกว่าลูกจะ สามารถอ่านหนังสือออกได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีใครช่วย

    เมื่อเจ้าตัวเล็กเริ่มหัดพูด "พ่อจ๋า แม่จ๋า"
    คุณพ่อคุณแม่ทราบมั้ยคะว่า อะไรที่น่าเบื่อสำหรับคุณอาจเป็นสิ่งแปลกใหม่ น่า ตื่นเต้นสำหรับลูกๆ วัย 2-3 ขวบก็ได้ เมื่อคุณแม่เล่าถึงกิจวัตรประจำวันของคุณให้ ลูกฟัง ว่า คุณไปไหน ทำอะไรมาบ้าง ง่ายๆ ก็ได้ เช่น วันนี้แม่ไปทำงานมา ขับรถขึ้น ทางด่วน ตอนเช้ารถติดมาก ตอนเที่ยงแม่ไปทานอาหารกับเพื่อนๆ ที่ทำงาน เป็น ร้านอาหารที่ไม่ติดแอร์ อากาศร้อนจัง ฯลฯ จะช่วยให้ลูกเชื่อมโยงโลกของลูก เข้า กับภาษา และยังช่วยให้ลูกรักได้รับรู้เพิ่มเติมอีกด้วยว่า มีอะไรอีกมากมายหลาย อย่างบนโลกใบนี้ นอกเหนือจากบ้านที่ลูกอยู่ในขณะนี้

    ถ้างั้น…ทำกิจกรรมอะไรดีล่ะ

    1 . เมื่อคุณแม่ทำกับข้าวเสร็จ ก็เล่าให้ลูกฟังว่า กับข้าววันนี้มีอะไรบ้าง คุณทำอาหาร อย่างไร (คร่าวๆ ง่ายๆ) ปรุงอะไร ใส่อะไรบ้าง คุยไปเรื่อย ถ้าลูกโตพอที่จะช่วยคุณ แม่หยิบจับภาชนะในครัวได้ คุณก็ให้ลูกยกหม้อใบเล็กๆ ออกมาจากตู้เก็บ (ถ้าหยิบ ได้ และไม่หนักเกินไป) หรือช่วยหยิบตะกร้าล้างผักให้คุณ คุณก็ลองถามลูกว่า "ใบ ไหนใหญ่กว่ากัน, ตะกร้าล้างผักสีอะไร, ลูกหาฝาเจอมั้ย?" ถ้าคุณไม่ได้ทำกับข้าว เอง คุณแม่ก็สามารถบอกรายการอาหารให้ลูกทราบได้ว่า "วันนี้เราจะทานอะไรกัน บ้าง"

    2. เมื่อพาลูกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน (หรือหลังบ้าน) ถ้าลูกก้มลงเก็บใบ มะม่วงที่หล่นตามพื้นมาเล่น คุณก็ให้ความสนใจใบไม้กับลูก แล้วถามลูกเล่นๆ ที่ ต้องการคำตอบมากกว่า คำว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" เช่น "ใบไม้นี้เหมือนกับใบ ไม้อีกชนิดมั้ย, ใบไหนใหญ่กว่าใบไหน, ใบไหนเล็กกว่ากัน ลูกว่าสีเขียวของ ใบไม้เหมือนกันมั้ย สีอ่อน สีแก่ บางใบแห้งแล้วก็เป็นสีน้ำตาล ลูกเห็นมั้ย บนต้นไม้นอกจากมีใบไม้แล้ว ลูกเห็นอะไรอีกจ๊ะ?…."

    3. ตั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ถ้า…" ชี้ให้ลูกดูนกที่เกาะตามสายไฟฟ้า แล้วถามว่า "ถ้าลูกจับนกได้ลูกจะทำอย่างไร กับนก?, ถ้าฝนตกลงมา เราจะทำยังไงกันดี?, ถ้ายุงบินมาเกาะหน้าผาก ลูกจะ ทำยังไงกับมัน? ฯลฯ…"

    4 .อดทนตอบคำถามของลูกโดยไม่เบื่อหน่าย หรือรำคาญ โดยเฉพาะถ้าลูกถาม ว่า "ทำไม?" ถ้าหากว่าคุณไม่ทราบคำตอบ ก็บอกลูกไปว่า "แม่ไม่ทราบจ้ะ แม่ว่าเราไปหาคำตอบกันในหนังสือเล่มนี้ดีมั้ย" เป็นการแสดงให้ลูกเห็นถึง ความสำคัญของหนังสือว่า สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาคำตอบที่ต้องการได้

    5 .เมื่อลูกเล่านิทาน หรือเรื่องต่างๆ ให้คุณฟัง (ถ้าลูกโตพอที่จะเล่าได้) เมื่อลูก เล่าจบ คุณควรจะตั้งคำถาม ถามลูกบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเพิ่งเล่าจบ เพื่อคุณ จะได้เข้าใจเรื่องเล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น วิธีนี้ก็จะช่วยให้ลูกของคุณเรียนรู้ที่จะ เล่าเรื่องต่างๆ ให้ครบถ้วน หากเล่าขาดตกหล่นไปตอนไหนบ้าง และลูกเองก็ จะทราบว่าคุณพ่อคุณแม่สนใจฟังในเรื่องที่ลูกเล่ามา

    6 . พาลูกออกไปดูโน่น ดูนี่นอกบ้าน หาประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตให้ลูก เช่น พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ดูสิงสาราสัตว์ชนิดต่างๆ เช่นสวนสัตว์เขาดินวนา, สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หรือซาฟารีเวิร์ลด ฯ, บอกให้ลูกเข้าห้องสมุดที่โรงเรียน, พาลูกไปชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์ศิริราช ฯ ชวนลูกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เช่นสวนรมณียนาถ ที่ถนนพระ อาทิตย์, สวนหลวงร. 9 พาลูกไปวิ่งเล่นที่สวนลุม, ให้อาหารปลาที่สระน้ำในวัด ใกล้บ้าน, เดินเล่นหน้าบ้าน ชมนกชมไม้ หรือพาไปเยี่ยมเพื่อนฝูงของคุณ หรือตามบ้านญาติๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ชวนลูกพูดคุยถึงสิ่งที่ลูกไปพบเห็น มา ลูกจะได้รู้จักวิจารณ์, ออกความเห็น, ตั้งคำถาม และตอบคำถาม

    การพูดคุยช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้คำศัพท์ได้มากขึ้น และช่วยให้ลูก เข้าใจความเป็นไปของโลกภายนอกได้ดีขึ้น การที่เด็กสามารถพูดจา สนทนาโต้ตอบกับคุณได้เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาให้ลูกอ่านหนังสือได้ พึงระลึกไว้เสมอว่า พูดคุยกับลูกมากๆ ดีกว่าพูดคุยน้อยๆ กับลูก โดย เฉพาะถ้าลูกยังอยู่ในวัยเด็กเล็กๆ

    สอนลูกให้รู้จักชื่อตัวเอง

    อุปกรณ์ที่ต้องการ กระดาษ
    ดินสอ, ดินสอสี, สีเทียน หรือปากกาเมจิค
    สิ่งที่ควรทำ
    1 .เขียนชื่อของลูกลงบนกระดาษตัวโตๆ
    2 . สะกดตัวอักษรลูกทุกตัวที่กำลังเขียน, "พ….ล….อ…ย"
    3 . เมื่อเขียนจบ พูดว่า "นี่คือชื่อของลูก! - พลอย"
    4 . ให้ลูกวาดรูปอะไรก็ได้ที่ลูกอยากจะวาด
    5 . เมื่อวาดเสร็จ คุณแม่พูดว่า "นี่ แม่คิดได้แล้ว เราจะทำอะไรกันดี มาเขียนชื่อลูกลงบนรูปนี้ดีกว่า" แล้วคุณแม่ก็เขียนชื่อลูกตัวโตๆ อ่าน ง่าย แล้วเรียกชื่อลูกดังๆ ว่า "พลอย"
    6 . หาสติกเกอร์ตัวอักษรเดี่ยวๆ ที่มีขายทั่วไปตามแผนกเครื่องเขียน แล้วนำมาติดที่ตู้เสื้อผ้าของลูก หรือกล่องเก็บของเล่นลูก หรืออตู้ พลาสติคที่เก็บของลูก เพื่อลูกจะได้เห็นบ่อยๆ และทราบว่าชื่อ ของลูกมีหน้าตาตัวสะกดแบบนี้
    7 . หรือหาตัวแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นได้เป็นตัวหนังสือสะกดเป็น ชื่อลูกมาติดไว้ที่ตู้เย็นก็ได้

    สร้างสภาพแวดล้อมของลูกให้เห็นคำศัพท์มากๆ

    วิธีที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกได้พบปะเจอะเจอคำศัพท์ต่างๆ ให้มากๆ เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้คำต่างๆ ไปโดยไม่รู้ตัว เช่น

    1 .ติดโปสเตอร์ที่รูปตัวอักษร ก ไก่ ข ไข่ ที่มีวางขายทั่วไปตามร้าน เครื่องเขียนไว้ในที่ลูกจะมองเห็นได้ง่าย เช่น ผนังห้องหรืออาจจะ เป็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ A B C และมีตัวเลขด้วยก็ได้

    2 . ชวนลูกดูหนังสือแมกซีนต่างๆ ด้วยกัน เมื่อเห็นภาพโฆษณา รูปต่างๆ เช่น ภาพบ้าน คุณแม่ก็เอาปากกามาวงรูปบ้าน แล้ว เขียนทับไปว่า "บ้าน" หรือรูปสุนัข คุณแม่ก็วงรูปนั้น แล้ว เขียนใต้ภาพว่า "สุนัข" ฯลฯ อ่านคำๆ นั้นให้ลูกฟัง และให้ลูก อ่านตาม จากนั้น ตัดไปแปะติดไว้บนกระดาษโปสเตอร์แผ่นใหญ่ๆ เมื่อได้เต็มแผ่นก็นำมาติดที่ผนังให้ลูกได้เห็น และอ่านด้วยกันทุก เช้า หรือในเวลาที่ว่าง เมื่อลูกอ่านได้คล่องค่อยเปลี่ยนรูปใหม่และ คำศัพท์ใหม่ๆ

    3 .ให้ลูกนั่งดูเวลาที่คุณแม่เขียนรายการของใช้ที่จะออกไปซื้อของข้างนอก อาจจะเป็นรายการกับข้าว, รายการซื้อของมาทำอาหาร หรือรายการของ ใช้ประจำบ้าน ฯลฯ อ่านออกเสียงรายการต่างๆ เหล่านี้ เวลาที่คุณแม่ เขียนรายการ เช่น กะหล่ำปลี, ผักกาดเขียว, เกลือ, ข้าวสาร, เนื้อไก่, เนื้อสันใน, ฝาชี ฯลฯ

    4 .ถ้าลูกโตพอที่จะเขียนหนังสือได้บ้างแล้ว ก็ให้ลูกช่วยสะกดคำต่างๆ ที่ง่ายๆ ของรายการของใช้ที่คุณแม่เขียน เช่น ซื้อน้ำตาล ถามลูกว่า น้ำตาลสะกดอย่างไร หรือลูกว่าคำว่า น้ำ ควรจะมีตัวอะไรบ้าง ถ้าลูก ตอบว่า น.หนู ก็จัดว่าใช้ได้แล้ว เพราะสระ อำ ลูกอาจยังไม่รู้จัก

    5 . ถ้าพบรูปภาพที่น่าสนใจในนิตยสารต่างๆ หรือเป็นเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ อย่ารีรอที่จะชูรูปภาพให้ลูกดู แล้วอ่านออกเสียงให้ลูกฟังว่า "ลูก นี่นะจ๊ะ คือ ไดโนเสาร์, ไหนอ่านให้แม่ฟังสิว่า ไดโนเสาร์" ฯ

    6. หาสมุดวาดเขียนที่เป็นเล่มกระดาษเปล่าๆ มาหนึ่งเล่ม แล้ว ตัดรูปต่างๆ ที่เป็นบุคคล หรือ สัตว์ สิ่งของ เช่น รูปตำรวจ แล้วติดรูปในสมุดวาดเขียน แล้วเขียนคำว่า "ตำรวจ" ใต้รูปนั้น ติดรูปคุณตา แล้วเขียนใต้รูปว่า "คุณตา" ติดรูปคุณหมอ แล้วเขียนว่า "คุณหมอ" หรือแม้แต่สถานที่ต่างๆ ก็ได้ เช่น รูปทะเล ก็เขียนใต้รูปว่า "ทะเล" ฯลฯ

    ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามให้ลูกได้มีโอกาสออกเสียงอ่านคำศัพท์ และเห็นคำ ศัพท์บ่อยๆ ลูกก็จะรู้สึกคุ้นเคย และหัดสังเกตว่า คำแต่ละคำนั้นมีรูปร่าง ลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร …ในไม่ช้า การอ่านหนังสือหรือเรียนรู้ภาษา ก็จะไม่ใช่สิ่งที่ยากลำบากสำหรับลูกอีกต่อไป

  • ที่มา http://www.thaiparents.com/tot_to_read.html

    อาการไข้ในเด็กวัย 1-5 ขวบ

    อาการไข้โดยมากมักจะบ่งถึงความเจ็บป่วยหรือการติดเชื้อในร่างกาย เป็นกระบวนการต่อสู้ ธรรมชาติ เกิดการหลั่งสารก่อไข้ (PRYOGENS) ขึ้น อุณหภูมิของร่างกายจึง สูงกว่าปกติ ไข้จึงเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น เมื่อต้นเหตุคือความเจ็บป่วย หรือการติดเชื้อนั้นทุเลาลง อาการไข้ก็ จะลดลง และหายไปในที่สุด

    เมื่อไรถึงจะเรียกว่ามีไข้ ?

    ไข้ คือ การที่อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่าปกติ ในแต่ละช่วงของวัน อุณหภูมิของคนเราไม่คงที่ ตลอด โดยในตอนเย็นอุณหภูมิจะสูงกว่าตอนเช้าเล็กน้อย การวัดอุณหภูมิจะสูงกว่าตอนเช้าเล็ก น้อย การวัดอุณหภูมิที่ถือว่าอยู่ในระดับที่มีไข้นั้น เมื่อวัดในตำแหน่งต่างๆ จะได้ดังนี้

    -อุณหภูมิเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส ( 100.4 F ) เมื่อวัดทางทวารหนัก
    - อุณหภูมิเกินกว่า 37 .8 องศาเซลเซียส ( 100 F ) เมื่อวัดทางปากหรือในหู
    - อุณหภูมิ เกินกว่า 37.2 องศาเซลเซียส ( 99 F ) เมื่อวัดทางรักแร้

    เครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิอาจใช้แท่งปรอทวัดไข้ ที่หาซื้อได้ทั่วไป หรือเครื่องมือวัดแบบก็ได้ การ ใช้แผ่นวัดโดยการทาบที่หน้าผาก หรือการใช้ความรู้สึกจากมือสัมผัส อาจจะบอกได้เมื่อมีไข้สูง เท่านั้น แต่ในกรณีที่มีไข้เล็กน้อยจะคลาดเคลื่อนได้


    ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีไข้

    1. อย่าใส่เสื้อผ้าที่หนา ไม่ควรห่อหรือห่มผ้ามาก เพราะความร้อนจะไม่สามารถระบายออกได้ และไข้จะยิ่งสูงขึ้นอีก

    2. ดื่มน้ำมากๆ เพราะเมื่อมีไข้ ร่างกายจะขาดนำมากกว่าปกติ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่จะ กระตุ้นการขับปัสสาวะ เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลมบางชนิด

    3. เมื่อเด็กมีไข้ จะรู้สึกเบื่ออาหาร การบังคับให้ทานมากขึ้นมักไม่ค่อยได้ผล เด็กจะรู้สึกอยาก อาหาร ทานได้มากขึ้นเอง เมื่อความเจ็บป่วยทุเลาลง และร่างกายรู้สึกดีขึ้น

    4. พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ

    5. ควรเช็ดด้วยน้ำอุ่น อย่าใช้น้ำเย็นๆเช็ด เพราะจะทำให้เด็กหนาวสั่นได้ ควรเช็ดตัวโดยเน้น บริเวณที่เป็นข้อพับต่างๆ เช่น ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ไข้ลดลงได้เร็วขึ้น

    ควรพบแพทย์เมื่อใด ?

    โดยทั่วไปเมื่อเด็กไม่สบาย มีไข้เล็กน้อย หรือมีความเจ็บป่วยไม่มาก ไข้นั้นก็อาจจะหายไปได้ ในเวลาไม่กี่วัน แต่ถ้าสิ่งต่างๆเหล่านี้ร่วมด้วย ควรนำเด็กไปพบแพทย์ทันที

    1. เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน
    2. ไม่ยอมทานนม น้ำ หรือเบื่ออาหารมาก จนร่างกายอ่อนเพลีย
    3. มีอาการเกร็งชักร่วมด้วย
    4. มีอาการอาเจียน หรือท้องเสียหลายครั้ง
    5. ร้องกวนงอแง หรือนอนซึมผิดปกติ เช่น หายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงดัง
    6. มีอาการไอ หายใจผิดปกติ หรือมีอาการเพ้อ
    7. มีอาการหนาวสั่นร่วมกับมีไข้
    8. อาการไม่หายภายใน 3 วัน หรือ ไข้ลดลงแล้ว แต่เด็กยังดูไม่สบายอยู่
    อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ถ้าหากไม่แน่นใจก็ควรนำเด็กไปพบ แพทย์ ไม่ควรให้ทานยาลดไข้เองอย่างพร่ำเพรื่อ 

    ที่มา http://www.thaiparents.com/tot_fever.html

    พัฒนาการเด็ก 4-5 ขวบ

    เด็กวัยนี้ เริ่มซุกซน มีพละกำลังในการสำรวจโลกมากขึ้น เขากำลังเรียนรู้ว่าอะไรเป็นโลกจินตนาการ (Fantasy) หรืออะไรเป็นโลกแห่งความจริง
    พัฒนาการที่ปกติ
    - ยืนขาเดียวได้นานเกิน 10 วินาที
    - กระโดดได้สูง
    - เล่นชิงช้า ปีนป่ายได้คล่อง
    - กระโดดข้ามเส้น หรือเครื่องกีดขวางได้พอประมาณ
    พัฒนาการที่ผิดปกติ มีอาการดังต่อไปนี้
    - แสดงอาการหวาดกลัว และขี้ขลาดมาก
    - ก้าวร้าวมาก
    - เกาะแม่หรือพ่อแจ
    - ไม่สนใจเล่นกับเพื่อน
    - ไม่ตอบสนองต่อคนรอบข้าง
    - ไม่เล่นสมมติ หรือเล่นตามอย่างเพื่อน
    - ดูเหมือนเป็นเด็กไม่มีความสุข ซึมเศร้าตลอดเวลา
    - ไม่เข้าร่วมทำกิจกรรมอะไรเลย
    - หลีกเลี่ยงที่จะคบกับเด็กคนอื่น
    - ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆให้เห็น
    - ไม่ยอมกิน นอน ใช้ส้วม
    - แยกโลกแห่งจินตนาการจาก โลกแห่งความจริงไม่ได้
    - ไม่เข้าใจคำสั่ง “วางถ้วยบนโต๊ะ”
    - บอกชื่อและนามสกุลตัวเองไม่ได้
    - ไม่พูดถึงกิจกรรม และประสบการณ์ใน แต่ละวันให้พ่อแม่ฟัง
    - จบดินสอไม่ค่อยเป็น
    - ถอดเสื้อไม่ค่อยได้
    - แปรงฟันไม่ได้ดี
    - ล้างมือและเช็ดมือไม่เป็น
    พัฒนาการด้านอื่นๆ ที่ปกติมีดังนี้
    การใช้มือและนิ้ว
    -3 ขวบ เขียนวงกลมได้ - 4 ขวบ เขียนสี่เหลี่ยมได้ - 5 ขวบ เขียนรูปสามเหลี่ยมได้
    - เขียนสามเหลี่ยมและตัวเลขตามแบบได้
    - เขียนรูปภาพที่มีลำตัวได้
    - เขียนตัวหนังสือได้บางตัว
    - ใส่เสื้อและถอดเสื้อได้โดยไม่ต้องช่วยเหลือ
    - ใช้ ช้อน ส้อม ได้
    - เข้าส้วมเองได้
    พัฒนาด้านภาษา
    - จำเรื่องราวบางตอนของนิทานได้
    - พูดประโยคยาวมากกว่า 5 พยางค์
    - เล่าเรื่องยาว ๆ ได้
    - บอกชื่อตัวเองและที่อยู่ได้
    พัฒนาด้านความคิดและความจริง
    - นับเลขได้เกิน 10
    - บอกสีต่าง ๆ ได้ถูกต้องอย่างน้อย 4 สี
    - เข้าใจความสำคัญของเวลา
    - รู้จักของใช้ในบ้าน
    พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์
    - ต้องการเอาใจเพื่อน
    - ต้องการทำหรือมีของอย่างเพื่อน
    - ทำตามกฎเกณฑ์
    - ชอบร้องเพลง เต้นรำ และแสดง
    - ชอบอิสระ และไปบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้ด้วยตัวเอง
    - รู้จักเพศ
    - แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นโลกแห่งความจริง
    - บางครั้งแสดงความต้องการ ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ บางครั้งก็ให้ความร่วมมืออย่างดี

    วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

    การเล่นของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

    การเล่นกับเด็กเป็นสิ่งที่คู่กัน มีผู้ให้คำจำกัดความของการเล่นว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนานแก่เด็ก และยังทำให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้ให้แก่เด็ก โดยประสบการณ์ที่เด็กได้จากการเล่นจะนำไปสู่การรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมและผู้อื่นได้อย่างมีความสุข     ดังนั้นการเล่นจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็ก   เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

    แนวคิดเกี่ยวกับการเล่น
    1. การเล่นเป็นโลกส่วนตัวของเด็ก และทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้
    2. การเล่นช่วยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา
    3. การเล่น เป็นความต้องการของเด็ก ทั้งการเล่นที่ต้องใช้พละกำลังและชนิดเล่นเงียบๆ     เด็ก ต้องการเล่นทั้งแบบธรรมชาติ และตามที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมไว้ให้ เด็กต้องการเล่นทั้งในร่มและกลางแจ้ง ต้องการเล่นทั้งตามลำพังและเล่นกับเพื่อน
    4. ผู้ใหญ่สามารถส่งเสริมประสบการณ์การเล่นให้แก่เด็กได้
    ลักษณะการเล่นของเด็ก
    1.การ เล่นของเด็กไม่มีแบบแผน เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่รูปแบบของการเล่นจะพัฒนาตามลักษณะของพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย   โดย มักพบว่าในระยะแรก การเล่นของเด็กจะเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส ต่อมาเมื่อสติปัญญาของเด็กพัฒนา การเล่นจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเป็นการเล่นที่ใช้ความสามารถของทักษะในหลาย ๆ แบบร่วมกัน และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนเด็กจะมีการเล่นร่วมกับผู้อื่นมากยิ่งขึ้น
    2. มีการศึกษาพบว่าเด็กอายุ 3 ขวบ จะสนใจเฉพาะกิจกรรมที่ตนเองได้กระทำ แต่พออายุ 5 ขวบ จะสนใจผลงานที่ตนเองทำออกมา
    3. การ เล่นแบบสร้างจินตนาการจะมีมากที่สุดในเด็กอายุระหว่าง 5-8 ขวบ ส่วนการเล่นสมมติของเด็ก 4 ขวบ จะเล่นสมมุติเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสัตว์ และสมาชิกในครอบครัว
    4. เด็ก มักจะชอบเล่นชนิดที่ใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว เพราะเด็กมักชอบทดสอบพละกำลังกล้ามเนื้อของตน เช่น การกระโดดขาเดียว การเคลื่อนไหวบนท่อนไม้หรือตามขอบบ่อทราย
    5. การเล่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเด็ก คือการก่อสร้าง เด็กจะเริ่มรู้จักเก็บและสะสมสิ่งของเพื่อนำมาก่อสร้างหรือประดิษฐ์
    6. ความ สนใจในการเล่น ถ้าเป็นของเล่นที่เด็กส่วนใหญ่ชอบมากๆ จะมีระยะเวลาในการเล่นนานแตกต่างกันดังนี้ เด็ก 2 ขวบ นาน 7 นาที เด็ก 3 ขวบนาน 8.9 นาที เด็ก 4 ขวบ นาน 12.3 นาที และเด็ก 5 ขวบ นาน 13.6 นาที
    7. การเล่นของเด็กและเวลาที่ใช้ในการเล่นจะลดลงเมื่อเด็กมีอายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีหน้าที่ใหม่ๆ ให้เด็กทำมากขึ้น
    พฤติกรรมการเล่นของเด็ก
    1. การเล่นเลียนแบบ (Imitation) การเล่นเลียนแบบเป็นการสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นและทราบถึงการรับรู้สิ่งแวดล้อม ต่างๆ ของเด็กการเล่นเลียนแบบช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว โดยรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส แต่ยังไม่อาจจะเข้าใจหรือความรู้ความหมายได้ในทันที   ในการเล่นเลียนแบบเด็กมักจะเล่นเลียนแบบคนที่ตนคุ้นเคย และเห็นว่าสำคัญ สถานการณ์หรือสิ่งที่เด็กนำมาเล่นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน
    2. การสำรวจ(Exploration) เป็นคุณสมบัติประจำวัยของเด็กระยะ 3-6 ปี รากฐานของการเล่นแบบสำรวจ คือมีความสนใจ สงสัย และกระตือรือร้นใคร่รู้ในสิ่งที่อยู่รอบตัว ในการเล่นสำรวจนี้เด็กจะใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ มากกว่าการสัมผัสจับต้องหรือดูเฉยๆ เด็กอาจจับของเล่นกลิ้งไปมา ลองดม หรือฟังว่ามีเสียงมากจากส่วนไหนของเครื่องเล่น และ ค้นหาที่มาของเสียง ด้วยการถอดออกมาดู การเล่นสำรวจนี้จะเป็นพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การค้นพบและการแก้ไขปัญหาใน สถานการณ์ที่เด็กไม่เคยเรียนรู้และมีประสบการณ์มาก่อน
    3. การทดสอบ (Testing) เด็กจะอาศัยความรู้ใหม่ที่ได้จากการสำรวจและความรู้จากประสบการณ์ที่คุ้นเคย เป็นพื้นฐาน สิ่งที่เด็กได้สำรวจศึกษาแล้วจะเป็นอุปกรณ์ที่เด็กนำมาเล่นเพื่อทดสอบดูว่า คุณสมบัติของเครื่องเล่นและวิธีการเล่นที่วางไว้จะเป็นไปตามที่เขาคิดหรือ ไม่ อย่างไร และรู้จักแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มีความสนใจและพยายามทำให้สำเร็จ คุณค่าของการเล่นทดสอบที่เห็นได้เด่นชัดก็คือส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียน รู้ คิดอย่างมีเหตุผล เหตุและผลจะได้จากการสรุปความสามารถที่เกิดขึ้นจากการทดสอบ และผู้เล่นมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและเป็นการช่วยตนเองด้วย
    4. การสร้าง (Construction)  เป็นการเล่นที่ผู้เล่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ       สิ่ง แวดล้อมในลักษณะต่างๆ โดยเด็กจะนำเอาประสบการณ์ต่างๆของตนเข้ามารวมกัน การเล่นชนิดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเด็กในการรวบรวมอารมณ์ ความคิด และเหตุผลให้สัมพันธ์กันขึ้นใหม่เพื่อก่อให้เกิดความคิดจินตนาการอย่างสร้างสรรค์(Creative Imagination) และเพื่อให้เป้าหมายของการกระทำประสบความสำเร็จ
    ประโยชน์ของการเล่น
    การเล่นมีประโยชน์ต่อพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน ซึ่งทำให้เด็กพัฒนาความสามารถด้าน  ต่าง ๆ ของชีวิต อันได้แก่
    1.   ด้านร่างกาย การเล่นเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนากล้ามเนื้อ เนื่องจากขณะเล่นเด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดการพัฒนาความสามารถด้านการเคลื่อนไหวและการเจริญเติบโตของร่างกาย ได้อย่างเต็มที่
    2.   ด้านจิตใจและอารมณ์ การเล่นทำให้เด็กเกิดจินตนาการ รู้จักคิดและแก้ปัญหา เกิดความคิดสร้างสรรค์  เด็กเกิดความสนุกสนาน ทำให้เกิดการผ่อนคลาย  และจะช่วยปรับอารมณ์เมื่อเด็กต้องพบกับสถานการณ์ต่าง ๆ จากการเล่น  อีกทั้งทำให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ดีขึ้น
    3.   ด้านสังคม  การ เล่นกับผู้อื่น จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ผู้คนรอบข้าง รู้จักเหตุและผล ฝึกความอดทน การรอคอย รู้จักการแบ่งปัน รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักปรับตัวที่จะอยู่ในสังคม
    4.   ด้านภาษา เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะเล่นกับผู้อื่น ความสามารถด้านภาษาจะถูกพัฒนา เพื่อให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้
    5.   ด้านการเรียนรู้ ของเล่นและการเล่นแต่ละแบบจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในทักษะที่แตกต่างกันไป ของเล่นบางอย่างฝึกความสามารถด้านการเคลื่อนไหว  ใน ทางกลับกันบางอย่างอาจฝึกในเรื่องของภาษา ดังนั้นเมื่อเด็กได้เรียนรู้กิจกรรมใหม่ ๆ ความสามารถด้านต่าง ๆ ของชีวิตก็จะถูกพัฒนาเพิ่มขึ้น และจะถ่ายทอดเป็นประสบการณ์ต่อไปในอนาคต
    ลักษณะการเล่นที่เป็นส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
    1.   จัดสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ของเล่นและเวลาในการเล่นให้กับเด็ก ได้เล่นอย่างอิสระเสรีตามความคิดและจินตนาการของเด็ก
    2.   จัดเวลาให้เด็กได้เล่นอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พร้อมและที่ส่งเสริมการเล่นอย่างเหมาะสม
    3.   ในการจัดหาอุปกรณ์ จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุดและมีความ     เหมาะสมกับอายุของผู้เล่น
    4.   ควร ส่งเสริมการเล่นให้สอดคล้องกับความสนใจของเด็ก เพราะการเล่นที่เกิดจากความสมัครใจ จะทำให้เด็กได้แสดงออกของความสามารถได้อย่างเต็มที่
    5.   การเล่นที่เหมาะสมควรมีความสอดคล้องตามลำดับขั้นของพัฒนาการทางการเล่นของเด็ก
    6.   ผู้ ปกครองควรปล่อยให้เด็กได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในขณะเล่น ควรให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการเท่านั้นและควรสังเกตอยู่ห่างๆ
    7.   ควรให้ความสนใจกระตือรือร้นซักถาม และมีส่วนร่วมแสดงความยินดีกับเด็กเมื่อเด็กต้องการ
    8.   ไม่จำเป็นต้องจัดหาของเล่นให้มากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กเลือกไม่ถูกว่าจะเล่นอะไรทำให้เกิดความสับสน
    9.   เมื่อ เด็กมีความสามารถในการเล่นมากขึ้น ควรจัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเล่นที่ส่งเสริมการเล่นที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เด็กไม่เบื่อ เกิดความท้าทาย ทำให้การพัฒนาทักษะต่าง ๆ ในการเล่นเพิ่มมากขึ้น
    10. กระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กรู้จักจัดแสวงหาและสืบค้นด้วยตนเอง รวมทั้งให้เด็กรู้จัก แก้ปัญหาในสถานการณ์การเล่นแบบต่าง ๆ
    11. ในขณะเล่นควรให้เด็กได้มีโอกาสแสดงความรู้สึก ซึ่งจะสังเกตได้จากสีหน้าและ    แววตา เพราะการเล่นจะช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์
    12. ไม่ควรคาดหวังในการเล่นของเด็กว่าจะต้องบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้
    13. ในเด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กเล่นของเล่นหรือการเล่นที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์มากขึ้น
    14. ในเด็กเจ็บป่วย ควรเลือกของเล่นที่เหมาะกับสภาพร่างกาย จิตใจ และความสามารถในการเล่นของเด็กในขณะนั้น
    ของเล่นสำหรับเด็ก  มีลักษณะดังนี้
    1.      ของเล่นเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นของเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการ
    2.      ของเล่นเป็นสื่อกลางในการกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ในชีวิต
    3.      ของเล่นที่เหมาะสมจะส่งเสริมความสามารถและทักษะทางการเคลื่อนไหวที่ดี
    หลักในการเลือกของเล่นที่ดี
    1.      เลือกของเล่นให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก โดยมีหลักการดังนี้
    •       1.1 ผู้ปกครองต้องเข้าใจพฤติกรรมการเล่นของเด็กตามช่วงอายุ
    •       1.2 ผู้ปกครองต้องรู้ความสามารถของเด็ก
    •       1.3 เลือกของเล่นให้ความเหมาะสมกับอายุและพัฒนาการของเด็ก
    1.4 เลือกของเล่นให้มีความยากง่ายเหมาะกับพัฒนาการการเล่นของเด็กในแต่ละช่วงอายุ           ยกตัวอย่าง ของเล่นที่ง่ายเกินไป จะทำให้เด็กเบื่อ ไม่อยากเล่น ไม่ให้ความสนใจ  ของเล่นที่ยากเกินไป จะบั่นทอนความสนใจ ทำให้เด็กรู้สึกท้อถอย
    2.      คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการใช้ โดย
    2.1 กำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้ของเล่น
    •          2.2 เลือกของเล่นให้สัมพันธ์กับพัฒนาการและวัตถุประสงค์ที่ใช้
    •         2.3 สามารถกระตุ้นความสนใจและทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์
    •         2.4 สามารถใช้ในกิจกรรมการเล่นได้หลายรูปแบบ
    •          2.5 สามารถเล่นได้หลาย ๆ คน เพื่อทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ในการเล่นกับผู้อื่น
    •          2.6 สามารถนำมาเล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม
    3.      คำนึงถึงส่วนประกอบและวัสดุที่ใช้
    •           3.1 ของเล่นที่ดีต้องมีความสะอาด ปลอดภัย ไม่มีพิษและอันตรายกับเด็ก
    •           3.2 มีความแน่นหนา ไม่หลุดหรือแตกหักง่าย
    •           3.3 ไม่แหลมคม มีความปลอดภัยในการเล่น
    3.4 มีขนาดเล็กและเบาเหมาะกับเด็ก ซึ่งทำให้เด็กเล่นได้เองโดยไม่ต้องให้ผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือ
    •           3.5 มีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก แต่ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก
    ของเล่นสำหรับเด็กช่วงวัยต่าง ๆ
    ช่วงอายุแรกเกิด -  6 เดือน
    -  เด็กเริ่มพัฒนาระบบประสาทสัมผัส การมองเห็น การได้ยิน การแขวนของเล่นที่สดใส    แกว่งไกว มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง จะช่วยให้เด็กกรอกสายตา ฝึกการมองเห็นและการฟัง
    -  ของเล่นของเด็กวัยนี้ : ของเล่นที่มีสีสดใส และมีเสียง
    ช่วงอายุ 6 เดือน – 1 ขวบ
    -  เด็ก วัยนี้เริ่มมีวัตถุประสงค์และทิศทางในการหยิบของเล่น พัฒนาการด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างสายตากับมือพัฒนาขึ้น เด็กรู้จักการสังเกต  เริ่มแยกสีและรูปร่างได้  สังเกตความลึกของสิ่งของ เช่น กล่องหรือแก้วได้  ส่งของเล่นจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งได้   เด็กสามารถทรงตัวนั่งได้มั่นคง และมีการสำรวจสิ่งแวดล้อมโดยการคืบหรือคลาน
    -  ของเล่นของเด็กวัยนี้ : ของเล่นที่มีสีสัน มีเสียง ขนาดเหมาะกับมือ และของเล่นที่เคลื่อนไหวได้
    ช่วงอายุ 1 ปี – 2 ปี
    - เด็ก เริ่มเดินได้ด้วยตนเอง โดยช่วงแรก ๆ ยังไม่มั่นคงนัก ชอบเกาะเครื่องเรือน เดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง กล้ามเนื้อในการทรงตัว แขนขา มีการพัฒนามากขึ้น เมื่อเดินได้เองจะเริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อม ปีนป่าย ขึ้นบันได ต้องระมัดระวังความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
    -  ของเล่นสำหรับวัยนี้ : ของเล่นที่ลากจูงไปมาได้ เช่น รถไฟ หรือรถลากต่อ
    ช่วงอายุ 2- 4 ปี
    -  เป็นวัยอยากรู้อยากเห็น เด็กเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น และทรงตัวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงมากขึ้น  กล้ามเนื้อในมือมีความแข็งแรงมากขึ้น  ชอบการเล่นที่มีการออกกำลัง เช่น การวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่าย เตะลูกบอล
    -  ของเล่นสำหรับวัยนี้ : ของเล่นที่ใช้นิ้วมือหยิบจับ ของเล่นที่หมุนได้ ภาพตัดต่อ  blockไม้ ลูกบอล
    ช่วงอายุ 4 – 6 ปี
    -  การ เคลื่อนไหวของร่างกายคล่องแคล่วขึ้น ชอบเล่นกลางแจ้ง สนามเด็กเล่น และเครื่องเล่นที่ขับขี่ได้ ชอบเล่นเป็นกลุ่มชอบเลียนแบบชีวิตในบ้าน และสังคม สิ่งแวดล้อม
    -  การเล่นของเด็กวัยนี้ : เน้นการเล่นเป็นกลุ่ม และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
    ตัวอย่างของเล่นและการเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการ
    1.  พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้แก่ จักรยานสองล้อ ลูกบอล ชิงช้า การว่ายน้ำ การห้อยโหน การปีนป่าย เป็นต้น
    2.   พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น    การต่อบล๊อคไม้ เป็นต้น
    3.   พัฒนาการทางภาษา ได้แก่ นิทาน สมุดภาพ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น
    4.   พัฒนาการทางสติปัญญา ได้แก่ ดนตรี การทายปัญหา เกมต่างๆ สมุดภาพ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น
    5.พัฒนาการทางสังคม ได้แก่ ของเล่นที่ใช้เล่นกับเพื่อนหลายคนได้ เช่น ฟุตบอล จักรยานสองล้อ สนามเด็กเล่น เป็นต้น

    ทีมา http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=297&UID=

    วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย

    นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
           ความเหมาะสมของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสนใจ การรับรู้และความสามารถตามวัยของเด็ก เป็นสำคัญ จึงยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะเริ่มรับรู้นิทาน จากภาพที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน โดยรู้ความหมายไปทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถเชื่อมโยงภาพ และคำบอกเล่าที่ได้ยิน ตลอดจนจดจำเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ที่นำไปสู่การอ่านตัวหนังสือได้อย่างมีความหมายต่อไป

      
                    เด็กอายุ 0 - 1 ปี
                   นิทานที่เหมาะสมในวัยนี้ ควรเป็นหนังสือภาพที่เป็นภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน เป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลัง หรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้
                    เวลาเด็กดูหนังสือภาพ พ่อแม่ควรชี้ชวนให้ดูด้วยความรัก เด็กจะตอบสนองความรักของพ่อแม่ด้วยการแสดงความพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและหนังสือภาพจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วย
                   เด็กอายุ 2 - 3 ปี
                  เด็กแต่ละคนจะเริ่มชอบต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดู การเลือกหนังสือนิทานที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควรเป็นหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับให้เด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม ควรเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ    เด็กเล็กในช่วงนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 - 4 ปี เด็กมีความสนใจเสียงและภาษาที่มีจังหวะ เด็กบางคนจำหนังสือที่ชอบได้ทั้งเล่ม จำได้ทุกหน้า ทุกตัวอักษร เหมือนอ่านหนังสือออก เด็กอายุ 3 ปี มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็น เข้าใจเรื่องเล่าง่ายๆ ชอบเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ของเด็กในอนาคต
                                                    เด็กอายุ 4 - 5 ปี
                    เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม มีภาพประกอบที่มีสีสรรสดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ การอ่านนิทานให้เด็กฟัง พร้อมกับชี้ชวนให้เด็กดูภาพ ในหนังสือประกอบ จะเป็นการสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ
                     หากเด็กพบว่าเด็กชอบหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ก็จะให้พ่อแม่อ่านซ้ำไปมาทุกวันไม่เบื่อ ดังนั้นพ่อแม่ควรอดทนเพื่อลูก เด็กบางคนจำข้อความในหนังสือได้ทุกคำ แม้ว่าจะมีคำบรรยายยาว ได้ทั้งเล่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก

    ที่มา http://www.sk-hospital.com/~ob/parent_school/nitan2.htm

    วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    เด็กนอนกัดฟัน

    เกิดจากหลายสาเหตุ อาทิเช่นปัญหาจากจิตใจ เครียด วิตกกังวล กดดัน ซึ่งในเด็กเล็กมักจะมาจากปัญหาการเรียน การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมชั้น หรือปัญหาภายในครอบครัว
    การสบฟันผิดปกติ คือ ฟันบนและฟันล่างสบกันไม่ดี ซึ่งแก้ไขทำโดยทันตแพทย์
    ไม่สบาย ปวดท้อง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อจิตใจ ทำให้เด็กนอนกัดฟันได้เช่นกัน
    การละเมอ เด็กที่เล่นมากไปในตอนกลางวัน จนร่างกายเหนื่อยล้า อาจนอนละเมอและกัดฟันได้
    การแก้ไขเบื้องต้น

    ส่วนใหญ่แล้วกุมารแพทย์มักจะแนะนำให้แก้ไขจากสาเหตุ เช่น
    หากเกิดจากความผิดปกติของฟัน ก็ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขอย่างถูกวิธี ซึ่งแพทย์อาจให้ฟันยาง คล้ายกับฟันยางของนักมวย ให้ลูกใส่ตอนนอน เพื่อป้องกันการกัดฟัน
    ถ้าสาเหตุเกิดจากความเครียด ก็พยายามหาทางคลายเครียดให้กับลูก เช่น พูดคุยสอบถามกิจวัตรที่เขาทำในแต่ละวัน พร้อมกับชวนเขาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นเกมคลายเครียด ระบายสี เป็นต้น
    ถ้าเกิดจากการละเมอก็ ไม่ควรให้เขาเล่นมากเกินไปในตอนกลางวัน หรือเล่นอะไรที่รุนแรงก่อนเข้านอน เพราะอาจจะเก็บเอาไปนอนละเมอได้

    นอกจากนี้คุณแม่อาจจะพลิกตัวลูกไปมาในช่วงที่เขานอนกัดฟันอยู่ เพื่อให้เขาหยุดกัดฟันชั่วขณะค่ะ

    การนอนกัดฟันในเด็กไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด ส่วนใหญ่มักหายไปเอง แต่ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ดังนั้น ถ้าหากการกัดฟันของลูกเป็นเพียงไม่กี่วัน ก็ไม่ต้องกังวลและไปพบแพทย์หรอกค่ะ แต่ถ้าเกิดขึ้นทุกวันและเป็นเวลานาน ควรพาเขาไปปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข เพราะหากปล่อยไว้นาน จะเกิดผลเสียต่อฟัน ทำให้ฟันสึกเร็วขึ้นได้
    นอกจากนี้แล้วยังมีเทคนิคคือ ให้ลองหาขนมกรอบๆ เช่น คุกกี้ แครอท ข้าวโพด ให้เค้าเคี้ยวเล่นเพื่อบริหารฟันและปลดปล่อยพลังงานออกบ้าง ก็จะช่วยให้เขาเลิกนอนกัดฟันได้ค่ะ

    ที่มา  http://women.sanook.com/mom-baby/develop/age3-6_44031.php

    เคล็ดลับ 4 ประการในการป้อนอาหารเด็กวัยหัดเดิน


    เคล็ดลับ 4 ประการในการป้อนอาหารเด็กวัยหัดเดิน

    จากการสำรวจในโครงการ The Feeding Infants and Toddlers Study (FITS) เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
    เรื่องพฤติกรรมการทานอาหารของเด็กวัยหัดเดินให้มากขึ้น การที่ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเด็กทานอะไร ก็สอนเรา
    ได้มากขึ้นด้วยว่าควรเตรียมอะไรให้เด็กบ้าง ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดู
    1. ฉลาดเลือกอาหาร
    พอลูกน้อยเริ่มหย่านมแม่ หรือนมผง ก็จะเริ่มมีช่องว่างทางโภชนาการเป็นธรรมดา จึงสำคัญมากที่คุณแม่
    จะเลือกอาหารอย่างไรให้ลูก ควรเน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อยที่สุด เนื้อไร้มัน
    และผลิตภัณฑ์จากนม เหล่านี้ให้มากหน่อย เนื่องจากเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารจำเป็นต่อการ
    เจริญเติบโตและพัฒนาการของลูก
    2. ฉลาดเลือกของว่าง
    โดยปกติ เด็กจะรับแคลอรี่ในปริมาณ 25% จากอาหารว่าง ดังนั้น ทุกคำที่ลูกน้อยทานก็มีความหมาย
    ควรให้ลูกทานผักและผลไม้เยอะๆ ส่วนอาหารบางจำพวกที่มีแคลอรี่สูง แต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ
    (มันฝรั่งทอด คุกกี้ น้ำดื่มที่มีปริมาณส่วนผสมของน้ำตาลเยอะ) นั้น ให้ทานเป็นครั้งคราวก็พอ
    3. ดื่มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์
    เครื่องดื่มต่าง ๆ มีความสำคัญต่อการคงสภาพความชุ่มชื้น แต่การดื่มน้ำมากเกินไป จะทำให้ลูกน้อย
    รู้สึกอิ่มจนไม่อยากทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ควรจำกัดปริมาณนมอยู่ที่วันละ 2 ถ้วย ควรให้ลูก
    ดื่มน้ำ และน้ำผลไม้ 100%ต่อหนึ่งหน่วย 1 ในปริมาณ 4-6 ออนซ์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวานจาก
    น้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม
    4. เลือกทานแต่ไขมันดี
    ไขมันที่มีประโยชน์มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของเด็ก จากการศึกษา
    พบว่าเด็กวัยหัดเดินจำนวน 1 ใน 3 จะได้รับกรดอัลฟา ไลโนเลนิก โอเมก้า 3 ไม่เพียงพอ และยังมีเด็ก
    อีกมากที่ขาดวิตามินอี แอนตี้อ๊อกซิแดนท์ซึ่งพบมากในไขมัน คุณแม่อาจจะลองผสมน้ำมันถั่วเหลือง
    หรือน้ำมันที่ได้จากการสกัดเมล็ดคาโนลา ลงไปในอาหารที่เตรียมให้ลูก แต่ควรเลี่ยงอาหารที่มี
    ทรานส์แฟต (Transfat หรือไขมันอันตรายที่ทำจากไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเพื่อให้เป็นไขมันที่คงตัว
    ในอาหารสำเร็จรูป และสามารถเก็บไว้ได้นานๆ)
    1การเลือกผักและผลไม้ให้กับเด็กวัยหัดเดิน ในหนึ่งหน่วยนั้น ส่วนหนึ่งควรจะมาจาก น้ำผลไม้
    100% ในปริมาณ 4 ออนซ์ และส่วนที่เหลือ ควรจะมาจากน้ำสกัดเข้มข้นจากผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้ว


    ที่มา http://www.nestlebaby.com/th/parenting/family_life/4_feed/ 

    วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    การเสริมทักษะอื่นให้กับเด็กอนุบาล

    การเสริมทักษะในด้านต่างๆนอกจากด้านการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับในปัจจุบัน เืพื่อที่จะทำให้เด็กๆมีความสามารถหลากหลาย หรือเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบหรือถนัด เช่น การวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง รำไทย เป็นต้น และยังมีสิ่งที่ช่วยเสริมทักษะด้านร่างกายสำหรับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล นั่นคือการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ซึ่งกีฬาส่วนใหญ่ควรจะต้องฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น กอล์ฟ ฟุตบอล ยิมนาสติก ว่ายน้ำ โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้เด็กๆสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ

    1. การร้องเพลงและเคลื่อนไหวเข้าจังหวะั

    การร้องเพลงเ็ป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเสริมทักษะให้กับเด็ก นอกจากจะทำให้เด็กเพลิดเพลิน สนุกสนานแล้ว ยังเป็นการฝึกการออกเสียง การอ่านให้กับเด็กได้อย่างดี คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะแทรกหรือเสริมคำศัพท์ คำอธิบาย เกี่ยวกับเนื้อเพลงที่เป็นประโยชน์ให้กับเด็ก อีกทั้งยังสามารถฝึกให้เด็กสามารถออกเสียง หรือสะกดคำให้ถูกต้อง ซึ่งการเสริมความรู้นี้ เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัต
    ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกเพลงที่มีประโยชน์ให้กับเด็ก เช่น เพลงเกี่ยวกับตัวอักษร เพลงเกี่ยวกับคำศัพท์ไทยหรืออังกฤษ เพลงเกี่ยวกับตัวเลข สูตรคูณ เพลงเกี่ยวกับสี เพลงเกี่ยวกับวันในสัปดาห์ เพลงเหล่านี้จะมีประโยชน์สำหรับเด็กทั้งในการออกเสียง และยังเป็นการเสริมความรู้ที่เป็นประโยชน์ในชั้นเรียนอีกด้วย
    การร้องเพลงยังเป็นการฝึกให้เด็กรู้จับบังคับให้ออกเสียงไปตามทำนองที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิของเด็กเองในทางอ้อม และยังสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกให้กับเด็กอีกด้วย
    การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะหรือการเต้นรำ ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งควรทำประกอบกับการร้องเพลง ทำให้เด็กมีความสนุกสนามมากขึ้น และยังเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะ ยังสอนให้เด็กพัฒนาการควบคุมอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งสมองและกล้ามเนื้อ และมีหลายๆเพลงที่สอนให้เด็กเคลื่อนไหว เช่น หันไปทางขวาและทางซ้าย ชูมือขึ้นและหมุน ปรบมือเป็นจังหวะ หรือแม้กระทั้งการเต้นเป็นทีมประกอบเพลง
    2. การเล่นกีฬาและเกมต่างๆ
    การเล่นกีฬาเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในวัยที่กำลังพัฒนาร่างกายทุกส่วน การได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่เหมาะสม จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางกายภาพที่ดีในอนาคต และเป็นส่วนช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น เพราะร่างกายแข้งแรง ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
    อีกทั้งการเล่นกีฬาย้งอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ค้นพบความสามารถพิเศษของเด็ก ซึ่งควรที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เพราะนัำกกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ต้องเริ่มเล่นกีฬามาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ไทเกอร์ วูดส์ ภารดร หรือ แทมมี่
    อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะกีฬาบางอย่างอาจจะต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือมีการกระแทกมากเกินไป กีฬาบางชนิดอาจจะต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด จากคุณพ่อคุณแม่ เช่น การขี่จักรยาน กีฬาว่ายน้ำ
    โดยเฉพาะการว่ายน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคุณครูสอนว่าย ทำการสอนการว่ายน้ำให้กับเด็ก เพราะครูสอนว่ายน้ำจะมีเทคนิคและวิธีการสอน ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำการสอนว่ายน้ำให้กับลูกท่านเองได้ แต่ควรระวังอย่าทำให้เด็กกลัวน้ำตั้งแต่ต้น เพราะจำทำให้เด็กเกิดความกลัวฝังใจ และจะเป็นการยากที่จะสอนว่ายน้ำให้กับเด็กในอนาคต ผู้เขีัยนขอแนะนำให้เด็กๆทุกคนมีโอกาสที่จะว่ายน้ำ และรู้จักการว่ายน้ำที่ถูกต้อง เพราะการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด และยังสามารถทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ระัดับหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการไม่คาดคิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากประสบการณ์เด็กส่วนใหญ่ชอบการเล่นน้ำ ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะไม่สามารถดูแลเด็กได้ตลอดเวลา เขาอาจจะไปเล่นน้ำโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ การที่เด็กว่ายน้ำเป็น ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เบาใจได้ว่าเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนและเน้นย้ำเกี่ยวกับอันตรายทางน้ำให้กับเด็ก จากสถิติและข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ การตายของเด็กส่วนหนึ่งก็มาจากอุบัติเหตุทางน้ำนั้นเอง
    เกมต่างๆก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำให้เด็กมีโอกาสได้เล่น เกมในที่นี้ไม่ได้หมายความรวมถึงเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งในความคิดของผู้เขียน คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ควรให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ตราบใดที่เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะหรือการรับรู้สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ที่ดีพอ ในความเห็นของผู้เขียนคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้เด็กโตอีกระดับหนึ่งประมาณ 10 ขวบขึ้นไป จึงจะเหมาะสมที่จะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะผู้เขียนเป็นห่วงเรื่องการควบคุมเด็ก การใช้เวลาที่เหมาะสม
    เกมที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นเกมง่ายๆธรรมดา เช่น เกมฝึกสมอง เกมกระดาน หรือเกมสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก การเล่นเป็นหมอและนางพยาบาล แน่นอนว่าเกมฝึกสมองต่างๆ และเกมกระดาน เช่น หมากฮอลส์ เกมเศรษฐี เหล่านี้จะเป็นการเสริมการพัฒนาการของเด็ก ทั้งในเรื่องความคิด ทักษะการคิดเลข การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่เล่นเกม ความอดทนรอคอย
    ส่วนเกมที่เป็นบทบาทสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก ก็เป็นการเสริมสร้างจินตนาการให้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะพบความคิดของเด็ก ที่มีต่อครอบครัว หรือปัญหาต่างๆในใจของเด็ก จากการเล่นเกมสมมตินี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นเกมเหล่านี้กับลูกของท่าน เพื่อที่จะสอดแทรกบทเรียนจากชีวิตจริงลงไป เช่น การเล่นพ่อแม่ลูก เราสามารถที่จะสอดแทรกหน้าที่ของคุณพ่อ หน้าที่ของคุณแม่ และหน้าที่ของคุณลูกที่ควรจะทำ เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข การเล่นขายของเรายังสามารถสอนให้เด็กรู้จักการทำงาน ขยันทำงาน รู้จักค่าของเงินที่ได้มาจากการทำงาน
    3. การวาดรูป ระบายสี
    การวาดรูป ระบายสีเป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยในการพัฒนาการทางด้านจินตนาการของเด็ก อย่างที่เราทราบกันว่าสมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนของความคิดที่เป็นเหตุผม (Logic) และส่วนที่เป็นความคิดทา่งด้านจินตนาการ (Imgaination) การวาดรูป ระบายสีก็จะทำให้เด็กสามารถแสดงจินตนาการออกมา คุณพ่อคุณแม่จะพบว่าจินตนาการของเด็กจะกว้างไกลอย่างคาดไม่ถึง การเปิดโอกาสให้เด็กวาดรูป ยังสามารถศึกษาว่าเด็กมีความคิดอย่างไร นักจิตวิทยายังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็ก ผ่านจากรูปที่เด็กวาดออกมาจากจินตนการ
    ยิ่งไปกว่านั้นคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอดแทรกความรู้ต่างๆได้ในการวาดรูป เช่น การแยกแยะสี เช่นสีไหนคือสีแดง สีไหนคือสีเขียว ความรู้ด้านรูปทรงต่างๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม ข้อดีอีกย่างหนึ่งของการวาดรูป ระบายสี คือจะสร้างให้เด็กคุ้นเคยกับการใช้ดินสอ การเขียน การควบคุมมือ ควบคุมดินสอให้วาดสิ่งต่างๆตามความต้องการ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับทักษะการเขียนในอนาคต 
    ที่มา http://www.thaidaddy.com/Thai-Kid-School-Activity.html

    วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    30วิธีแสนง่ายในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด

    30 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณ ๆ ได้ หากลูกคุณยังไม่ได้ดั่งใจ แต่อย่างใดก็ตามเด็กก็คือเด็ก เป็นผ้าขาวของสังคม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผ่านการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุปผลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทั่วโลก
     1.ตามองตา 
    เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
     2.พูดต่อสิลูก
    เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้
     3.ฉลาดเพราะนมแม่ 
    ให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกน้อย
     4. ทำตลกใส่ลูก 
    แม้กระทั่งเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อลองแลบลิ้นหรือทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ
     5.กระจกเงาวิเศษ 
    ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่องกระจก เขาจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง
     6.จั๊กจี้ จั๊กจี้
    การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า ถ้าพ่อแม่เล่นอย่างนี้แสดงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็นต้น
     7.สองภาพที่แตกต่าง 
    ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูกต่อไป
     8.ชมวิวด้วยกัน
    พาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ต้นนี้มีนกเกาะอยู่เต็มเลย ดูสิลูกบนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ให้กับลูก
     9.เสียงประหลาด 
    ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด คุ๊กคู ๆ หรือทำเสียงสูง ๆ เลียนแบบเสียงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่
     10.ร้องเพลงแสนหรรษา 
    สร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้นมา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก อาจจะเป็นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป หรืออีกทางคือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็นลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปยอดฮิตทั่วไป มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก
    11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ
    เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็นการสอนคำศัพท์ และช่วยให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว
     12.อุทิศตัวเป็นของเล่น 
    ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริหารร่างกาย เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป แค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูน้อยได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน
     13.พาลูกไปช็อปปิ้ง 
    นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ไม่เสียหาย ใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสียง ในห้างสรรพสินค้า คือ สิ่งบันเทิงใจสำหรับหนูน้อยเชียวล่ะ
     14.ให้ลูกมีส่วนร่วม 
    พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิดเป็นต้น
     15.เสียงและสัมผัสจากลมหายใจ
    ช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยการเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริยาตอบสนองจากลูก
     16.ทิชชู่หรรษา 
    ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะ อย่าห้าม แต่อาจใช้กระดาษทิชชู่ม้วนที่เราใช้ไปพอสมควรแล้ว จนเหลือกระดาษอยู่เพียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี
     17.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
    การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้กระทั่งเด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ
     18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋ 
    การเล่นจ๊ะเอ๋นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้อีก
     19.สัมผัสที่แตกต่าง 
    หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็นอย่างไร เช่น นี่จั๊กจี้นะลูก ส่วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็นต้น
     20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง
    ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูกเลยและรอดูว่าใช้เวลาสักเท่าไรหนูน้อยจึงจะคลานมาขอเล่นกับคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก
     21.ทำอัลบั้มรูปครอบครัว
    นำรูปภาพของญาติ ๆ มาใส่ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และนำออกมาให้ลูกดูบ่อย ๆ เพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรือคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรูปท่านออกมาให้ลูกดูพร้อมกับที่ให้ลูกฟังเสียงของท่านจากโทรศัพท์ไปด้วย
     22.มื้ออาหารแสนสนุก 
    เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริมที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีทั้งผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรือซีเรียล ปล่อยให้ลูกน้อยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็นการฝึกใช้นิ้ว และฝึกใช้ประสาทสัมผัสเมื่อได้สัมผัสกับอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน
     23.เด็กชอบทิ้งของ 
    บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอบเรื่องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พื้นทุกครั้งหรือไม่
     24.กล่องมายากล
    หากล่องหรือตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้วซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของลูกไว้ในกล่องใบหนึ่ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลูกค้นหาของเล่นชิ้นนั้นจนเจอ นี่เป็นเกมฝึกสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก
    25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ
    กระตุ้นทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลูก โดยนำเบาะ โซฟา หมอน กล่อง หรือของเล่นวางขวางไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่ก็แสดงวิธีคลานข้าม ลอด หรือคลานรอบ ๆ สิ่งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร
    26.เลียนแบบลูกบ้าง
    เด็กชอบให้พ่อแม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสียงเลียนแบบเวลาที่ลูกส่งเสียงอ้อแอ้ หรือคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระตุ้นให้ลูกแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่การมีความคิดสร้างสรรค์
    27.จับใบหน้าที่แปลกไป 
    ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลูกดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูน้อยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลูกได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสียงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสียงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ลูกแปลกใจ
    28.วางแผนคลานตามกัน 
    ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทั่วบ้าน คลานช้าบ้าง เร็วบ้างและหยุดหรือพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรือจัดบ้านในบางมุมให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุดต่าง ๆ ที่จัดไว้ตามแผน
    29.เส้นทางแห่งความรู้สึก
    อุ้มลูกน้อยเดินไปทั่วบ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัสหน้าต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ในบ้านที่จับต้องได้อย่างปลอดภัย เป็นการเปิดประสาทสัมผัสของลูกสู่ความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่งของเย็น เปียก หรือความลื่น
    30.เล่าเรื่องของลูก
    เลือกนิทานเรื่องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลองใส่ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่อง เพื่อให้หนูน้อยรู้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    นิตยสาร at office issue 55 August 2008 p.30-34
    โดย เป๊กกี้
    ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

    วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    เด็กปฐมวัยกับพัฒนาการทักษะทางภาษา

    ปัจจุบันการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีมีสถานเลี้ยงเด็กที่ได้มาตรฐาน มีพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ เข้าใจ  ความต้องการ พัฒนาการเด็กจะส่งผลให้เด็กได้รับความรัก  ความอบอุ่น  ความมั่งคงทางจิตใจ      เมื่อเด็กโตขึ้นสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข   หนังสือสำหรับเด็กจะทำให้เด็กเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี  มีความสุข  มองโลกในแง่ดีและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้    
    ในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในการสร้างหนังสือสำหรับเด็ก การอ่านคำกลอนให้เด็กฟังเป็นเทคนิคหนึ่งที่นิยมนำมาใช้กับเด็กปฐมวัย ทั้งนี้เพราะคำกลอนเป็นสื่อที่เด็กคุ้นเคย ให้ความสนุกสนานและความรู้ เด็กสามารถเก็บความจากเรื่องที่ฟังได้สมควรแก่วัย 
    การที่ครูอ่านคำกลอนให้เด็กฟังแล้วให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์จากคำกลอนโดยครูมีคำถามมาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมความคิดสร้างสรรค์ด้วยนั้น    เป็นการส่งเสริมการแสดงออก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์   นอกจากนี้กิจกรรมการวาดภาพเป็นกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการในการสร้างหนังสือสำหรับเด็กได้ เด็กในวัยนี้ชอบวาดภาพเป็นชีวิตจิตใจถึงแม้จะยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ แต่เขาสามารถวาดภาพบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของเขาให้เรารับรู้ได้อย่างละเอียด โดยผ่านวิธีการวาดภาพ เพราะในการวาดภาพของเด็กนั้นมักสะท้อนถึงเรื่องราวที่เขาสนใจ
                            จากสภาพการจัดการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัยโดยทั่วไป ครูมักจะเป็นผู้กำหนดกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ ครูยังเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุด เน้นครูเป็นศูนย์กลาง  ในการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการตอบสนองพฤติกรรมที่ครูเป็นผู้ริเริ่ม การนำกิจกรรมละครสร้างสรรค์มาใช้กับเด็ก ครูยังคิดเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลาและตัวครูยังขาดทักษะบางประการที่จะส่งเสริมการแสดงออกของเด็กโดยผ่านละครสร้างสรรค์อีกด้วย ในทำนองเดียวกันการนำกิจกรรมการวาดภาพมาใช้กับเด็กปฐมวัย ครูส่วนมากจะเน้นที่การพัฒนากล้ามเนื้อมือและตา  ในลักษณะประสาทสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงามเป็นหลักและมองข้ามการใช้การวาดภาพเสริมกิจกรรมอื่นๆเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาทางด้านจิตใจ
    สำหรับการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยนั้นควรจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก  คำนึงถึงตัวเด็กเป็นหลัก  จัดประสบการณ์ให้เด็กได้  กระทำ  เพื่อส่งเสริมพัฒนาทุกด้าน  ควรเลือกประสบการณ์ที่ใกล้ตัวเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเด็ก  อีกทั้งต้องคำนึงถึงความแตกต่างและความสนใจของเด็กเป็นรายบุคคล  เพราะเมื่อเด็กมีความสนใจก็จะตั้งใจทำกิจกรรมและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน  ยิ่งไปกว่านั้นควรจัดประสบการณ์ให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ในหลายรูปแบบ  เช่น  การปฏิบัติการทดลอง  การนำไปทัศนศึกษา  การเล่นบทบาทสมมติ  การเล่นเป็นกลุ่มและเดี่ยว  ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมีวิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน  นอกจากนี้การจัดหน่วยประสบการณ์ให้กับเด็กนิยมจัดในรูปของกิจกรรมต่างๆ  คือ  กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  กิจกรรมสร้างสรรค์และเล่นตามมุม  กิจกรรมในวงกลม  กิจกรรมการเล่นกลางแจ้งและเกมการศึกษา  ในการจัดประสบการณ์ทางภาษาแก่เด็กว่าเป็นวิธีที่เด็กได้ฝึกทักษะการมองจากซ้ายไปขวา  การลากตัวอักษรจากบนลงล่าง  และการจำเครื่องหมายต่างๆ  ตลอดจนการสร้างสมุดเล่มใหญ่  (Big Book)  จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดจินตนาการทบทวนความจำ  ได้แสดงออกตามความสามารถของแต่ละคน  อีกทั้งได้ใช้กล้ามเนื้อและสายตาอย่างประสานสัมพันธ์กัน  มีการถ่ายโยงการเรียนรู้ซึ่งกันและกันขยายความรู้ความคิดแก่กัน  ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้  และเรียนรู้อย่างสนุกสนาน 
    ที่มาhttp://www.kroobannok.com/view.php?article_id=5868

    วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    ของเล่นสำหรับเด็กวัยแรกเกิด-6ขวบ

    ของเล่นสำหรับเด็กวัยแรกเกิด – 6 ขวบ

    ของเล่นสำหรับเด็กวัยแรกเกิด – 6 ขวบ

    การเล่นของเด็กมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับระดับพัฒนาการและความสนใจของตัวเด็กเอง  ในการเล่นแทบจะทุกประเภทต้องมีของเล่นซึ่งถือเป็นสื่อกลางการเรียนรู้ ดังนั้นการเข้าใจถึงพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้พ่อแม่สามารถเลือกของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง

    ของเล่นเด็กวัยแรกเกิด – 6 เดือน
    กระตุ้นการมอง ได้แก่ ของเล่นที่มีสีสันสดใสเพื่อดึงดูดสายตา เช่น โมบายลวดลายกราฟฟิก หรือรูปภาพที่มีสีตัดกันอย่างชัดเจน (ดำ-ขาว / น้ำเงิน-เหลือง / แดง-เขียว) อาจมีเสียงเวลาลมพัด
    กระตุ้นการฟังเสียง  ได้แก่ ของเล่นที่มีเสียง เช่น กล่องดนตรี ของเล่นที่เขย่าหรือบีบให้เกิดเสียง
    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นที่บีบหรือเขย่าแล้วเกิดเสียง ของเล่นที่มีมือสอดกำได้ ลูกบอลนุ่ม ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ เพื่อส่งเสิมการใช้มือ-นิ้วมือสำหรับหยิบจับสิ่งต่างๆ
    ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือลอยน้ำ หนังสือภาพ โดยมีคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใกล้ชิดคอยอ่านให้ฟัง และชวนดูสีสันต่างๆ ที่มีอยู่ในหนังสือ กระจกเงาฝึกการรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว


    ของเล่นเด็กวัย 6 – 12 เดือน

    กระตุ้นประสาทสัมผัส ได้แก่ ของเล่นที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น เรียบ หยาบ นุ่ม แข็ง เพื่อกระตุ้นทักษะ การสัมผัส ของเล่นที่ดูดหรือกัดได้ เช่นยางกัดรูปทรงต่างๆ เพื่อกระตุ้นการับรู้และช่วยลดอาการคันเหงือกของเด็ก
    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ของเล่นประเภทลากจูง เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขา เล่นลูกบอลนุ่ม บล็อกไม้ใหญ่ๆ กล่องหยอดรูปทรงง่ายๆ เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ ของเล่าที่เขย่าให้เกิดเสียง เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น มือ นิ้วมือ
    ของเล่นเสริมสติปัญญา ได้แก่ หนังสือที่มีรูปภาพขนาดใหญ่สีสันสดใส ซึ่งพ่อแม่อ่านให้ฟังหรือให้ลูกเปิดหนังสือด้วยตัวเองแล้วออกเสียงตาม กระจกเงาเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ของเล่นลอยน้ำ เช่นถ้วยกระป๋องเล็กๆ เมื่อลูกอาบน้ำให้ลูกรินน้ำและเทเล่น เพื่อปูพื้นทางคณิตศาสตร์เรื่องการกะปริมาณ เป็นต้น
     

    ของเล่นเด็กวัย 1 – 2 ขวบ   

    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อและการประสานสัมพันธ์  ได้แก่ ของเล่นประเภทดันหรือลากจูง (Push Toys & Pull Toys) ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อแขนขาในการทรงตัวและฝึกการบังคับทิศทางการเดิน ของเล่นประเภททุบ ตอกหรือตี เช่นระนาดหรือกลองที่มีเสียงต่างๆ ซึ่งนอกจากทำให้เด็กเรียนรู้ความแตกต่างของเสียงแล้ว ยังฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างสายตาและมือ
    ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ กล่องหยอดรูปทรงเรขาคณิต เพื่อฝึกการสังเกตุและเรียนรู้สี รูปทรงเลขาคณิตต่างๆ หนังสือภาพ เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษา การปั้นดินน้ำมัน แป้งโด ซึ่งช่วยฝึกสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ ในการปั้นให้เป็นรูปต่างๆ ตามจินตนาการของตัวเอง



    ของเล่นเด็กวัย  2 – 3 ขวบ 

    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อและการประสานสัมพันธ์  ได้แก่ ม้าโยก จักรยานสามล้อ ซึ่งนอกจากความสนุกสนานแล้วยังช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อแขนขาในการทรงตัว สร้างความสมดุลของร่างกายฝึกร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ เพื่อฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือและนิ้วมือ รวมทั้งช่วยพัฒนาการทำงานของสายตาและมือให้สัมพันธ์กัน
    ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ แป้นเรขาสวมหลัก เป็นการฝึกทักษะการแก้ไขปัญหา  ลองผิดลองถูกเพื่อวางให้ถูกรูปทรง  รถไฟเรียงซ้อน ฝึกทักษะการสังเกตุ การลองผิดลองถูกและเรียนรู้เรื่องขนาด สีสันและรูปทรงต่างๆ
    ของเล่นเสริมบทบาทสมมุติ ได้แก่ ชุดของเล่นเรียนแบบของจริง เช่นชุดรวมมิตรผักผลไม้ สอนเด็กให้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับผักผลไม้ โดยเล่านิทานผูกเรื่องราวให้เด็กสมมุติตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องราวนั้น ซึ่งทำให้เด็กได้แสดงความเป็นตัวเองออกมา และช่วยให้เด็กรู้จักเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น

     

    ของเล่นเด็กวัย  3 – 4 ขวบ   

    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อและการประสานสัมพันธ์  ได้แก่ ม้าโยก รถจักรยานวามล้อ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขนขาในการทรงตัสว  ฝึกร้อยลูกปัดขนาดเล็ก เป็นการฝึกใช้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและพัฒนาการทำงานประสานมัมพันธ์ระหว่างสายตากับมือ
    ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ ชุดแท่งไม้สีสัน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในการวางแท่งไม้ซ้อนกันเป็นรูปแบบต่างๆ และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งเรื่องสี รูปทรงและขนาด ลูกลงสอนสมดุล ส่งเสริมความเข้าใจทางด้านคณิตศาสตร์เรื่องการสร้างสมดุล โดยฝึกทักษะซึ่งช่วยการสังเกตุและเรียนรู้ในเรื่องขนาด ความสูง ความลึกและรูปทรง ซึ่งเป็นพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
    ของเล่นเสริมบทบาทสมมุติ ได้แก่ ชุดของเล่นเลียนแบบของจริง เช่นบ้านตุ๊กตา ชุดเครนก่อสร้าง เป็นการสอนให้เด็กรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเองและคนในสาขาอาชีพอื่นๆ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กสามารถเล่นอย่างไรก็ได้ตามที่ใจของตัวเองคิด



    ของเล่นเด็กวัย  4 – 6 ขวบ

    ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อและการประสานสัมพันธ์  ได้แก่ รถจักรยานสองล้อ เชือกกระโดด ซึ่งช่วยฝึกการทรงตัวและสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา  ฝึกร้อยเชือกรองเท้า ช่วยพัฒนาการทำงานประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือและเพิ่มทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือ เพื่อประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เช่นการติดแระดุมเสื้อ เป็นต้น
    ของเล่นเสริมความคิดและสติปัญญา ได้แก่ ชุดแท่งไม้สร้างเมือง ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในการออกแบบโครงสร้างเพื่อวางแท่งไม้ให้เป็นรูปแบบเมืองต่างๆ ส่งเสริมความเข้าใจทางคณิตศาสตร์เรื่องของสมดุลซึ่งทำให้เด็กเรียนรู้การวางไม้แต่ละชิ้นให้สมดุล ชุดเครื่องมือช่างสร้างสรรค์พัฒนาความคิดและฝึกทักษะการสังเกตุในการประกอบชุดไม้เป็นรูปแบบต่างๆ รวมทั้งทำให้เด็กเรียนรู้อุปกรณ์ต่างๆ ในงานช่างไม้ เช่นการขันน็อต ไขควง เป็นต้น
    ของเล่นเสริมบทบาทสมมุติ ได้แก่ ชุดสร้างเมือง ซึ่งเป็นการเล่นที่สะท้อนความคิด ความเข้าใจของเด็กในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ รวมทั้งช่วยให้เด็กเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและผู้อื่นในชีวิตประจำวันและสร้างพื้นฐานการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย


    ** ที่มา: หนังสือ อัจฉริยะเริ่มต้นจากการเล่น